สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน

สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐานขององค์การบริหารส่วนตำบล

๑. ด้านกายภาพ

๑.๑ ที่ตั้งของหมู่บ้านหรือชุมชนหรือตำบล

    ที่ตั้งของตำบลน้ำโมงเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอท่าบ่อ  มีจำนวน  13  หมู่บ้าน  อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโมง  จำนวน  12  หมู่บ้าน นอกเขตองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำโมง  จำนวน  1  หมู่บ้าน คือหมู่ที่ ๘ เป็นเขตรับผิดชอบของเทศบาลเมืองท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคายเนื้อที่  มีพื้นที่ทั้งหมด  62.76  ตร.ม.  หรือประมาณ  3๕,๔๗๕  ไร่

      • ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลหนองปลาปาก อำเภอศรีเชียงใหม่ และ ตำบลโพธิ์ตาก กิ่งอำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย
      • ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบ้านว่าน, ตำบลโคกคอน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
      • ทิศตะวันออก ติดกับ เทศบาลตำบลท่าบ่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
      • ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลนาข่า อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
สภาพทางภูมิศาสตร์ตำบลน้ำโมง

มีลักษณะเป็นโคกใหญ่   อยู่ติดกับห้วยโมงที่มีต้นกำเนิดจากภูพระบาทที่ไหลผ่านบ้านน้ำโมง  ออกสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอท่าบ่อ  ตลอดแนวฝั่งน้ำและป่าโคกใหญ่  ที่มีสภาพเป็นป่าทาม  หรือป่าดงดิบ  อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น  เช่น  ไม้กะเบา  ไม้ยูง  ไม้ยาง  ไม้ตะเคียน  และต้นไขว้น้ำ  ที่มีราก  ขนาดใหญ่  ชอนไชหยั่งลึกลงแม่น้ำอย่างเหนียวแน่น

สภาพป่าที่สมบูรณ์  ที่เต็มไปด้วยสัตว์บก  และนกน้ำนานาชนิด  นกยูงมีจำนวนมากเป็นพิเศษ  ยามใดที่แดดออกในตอนเช้า  ฝูงนกยูงตัวผู้ต่างออกมาร่ายรำฟ่ายฟ้อนรำแพนหาง  อวดอ้างตัวเมียเพื่อหาคู่  ผู้คนเห็นจนชินตาถือเป็นเรื่องปกติ  บ้างก็หยุดชม  บ้างก็เดินเข้าไปดูใกล้ๆ  ดังต้องมนต์สะกด  บ้างก็ล่าเป็นอาหารก็มีไม่น้อยทำให้นกยูงเหลือลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

นกยูงถือเป็นสัญลักษณ์ของท้องถิ่นที่บอกถึงความอุดมสมบูรณ์  และความมีชีวิตชีวาของธรรมชาติ  ทำให้เกิดการห้ามล่านกยูงขึ้นมาเพื่อเตือนสตินักล่า  โดยสร้างพระธาตุไว้ในบริเวณวัดเก่าแก่ของหมู่บ้านเพื่อให้ถือเป็นเขตอภัยทาน

ชุมชนอาศัย

      ชุมชนแห่งนี้  เมื่อแรกเริ่ม  เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก  ชนพื้นเมืองน่าจะเป็นชนเผ่าโส้  หรือ  กะโซ่ หรือข่ากะโซ่  ผสมกับคนลาว

การเล่าขานถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนแถบนี้ทำให้มีผู้คนอพยพเข้ามาอาศัยอยู่หนาแน่นมากขึ้นตามลำดับ  โดยเฉพาะผู้คนต่างถิ่น  ในตำนานอุรังคธาตุ  บอกว่าหมื่นนันทอาราม  มีครัว  50,000 ครัว  อพยพมาอยู่ปากห้วยนกยูง หรือปากโมง  กลุ่มนี้น่าจะเป็นกลุ่มแรก  ที่อพยพขยายที่อยู่เข้ามาสู่บ้านน้ำโมง

กลุ่มเมืองเชียงใหม่  เป็นกลุ่มที่สองที่อพยพเข้ามาแถบนี้ เมื่อครั้งที่พระไชยเชษฐาธิราช  กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างที่ครองราชย์  ระหว่าง  พ.ศ. 2093 ถึง พ.ศ. 2115   เป็นโอรสของพระเจ้าโพธิสารราช  กับเจ้าหญิงยอดคำทิพย์  พระธิดาของพระเจ้าเกษเกล้าแห่งอาณาจักรล้านนา

เมื่อพระเจ้าเชียงใหม่สวรรคต ไม่มีโอรสสืบสันติวงศ์บรรดาข้าราชการบริพารได้พร้อมใจกันอัญเชิญให้ไปครองนครเชียงใหม่นานถึง 2  ปี ขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 12 พรรษาได้รับการถวายพระนามว่า เจ้าเชษฐาวงศ์

ต่อมาเมื่อพระบิดาสวรรคต  ได้เสด็จกลับครองหลวงพระบางอีกครั้งในคราวนั้นได้อัญเชิญ  พระแก้วมรกต  พระพุทธรูปสำคัญ   ซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ลงมาด้วย

การเสด็จมาของพระไชยเชษฐาธิราชครั้งนั้น   ประกอบด้วย   ขบวนช้างเผือกเชือกสำคัญ  ขบวนผู้คนชายหญิงมากมายโปรดให้ตั้งพลับพลา  บริเวณ  นปข.  หน่วยปฏิบัติตามลำน้ำโขง   อำเภอ   ศรีเชียงใหม่  ในปัจจุบันเป็นทำเลที่เหมาะ

ต่อมาช้างเผือกคู่บุญบารมีล้ม  โปรดให้สร้างวัดครอบไว้  ชื่อวัดช้างเผือก (ปัจจุบันอยู่ในอำเภอศรีเชียงใหม่)  โปรดให้สร้างอุบมุง  ประดิษฐานพระแก้วมรกตชั่วคราวในบริเวณใกล้พลับพลา

ทรงกำหนดให้ผู้ชายตั้งหลักปักฐานบริเวณบ้านหัวชาย  ต่อมาเพี้ยนเป็นหัวทรายตามลำดับ  ทรงกำหนดให้ผู้หญิง  อยู่บ้านกองนาง  และประชาชนอื่นๆ สามารถอยู่ในหมู่บ้านตลอดแนว  ฝั่งโขงได้อย่างอิสระด้วยเหตุที่มีความอุดมสมบูรณ์

ทรงย้ายราชธานีจากนครหลวงพระบางมาสถาปนากรุงศรีสัตนาคนหุตล้นช้างร่มขาวเวียงจันทร์  เมื่อ  พ.ศ. 2103

ทรงสร้างพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่  เรียกว่า  “พระเจ้าองค์ตื้อ “  ที่ นครเวียงจันทร์  1  องค์  เพื่อให้เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระราชบิดา  บริเวณวัดเก่า  (วัดโกศีล) เพื่อให้เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระราชมารดา  คือเจ้าหญิงยอดคำทิพย์

(น้ำหนัก  1 ตื้อ  หมายถึง ไม่สามารถจะวัดได้อีกแล้ว  ตื้อไปหมด )

พุทธศิลป์พระเจ้าองค์ตื้อ  เป็นศิลปะล้านช้างผสมล้านนา    ทรงปักเสาอินทขีล(เสาบัว)  บอกสัญลักษณ์ว่ากษัตริย์สร้าง

ทรงกำหนดให้เป็นพระราชพิธี   ที่กษัตริย์เวียงจันทร์ต้องเสด็จมานมัสการทุกเดือน  4  เมื่อครั้งพระองค์เสด็จมาพร้อมขบวน  ช้างม้ามาสักการะ  จากวัดท่าครกเรือ  อำเภอท่าบ่อ  ถึงวัดองค์ตื้อ ระยะทาง  10  กิโลเมตร  ถนนนี้เรียกว่า  ถนนจรดลสวรรค์

ทรงกำหนดข้าของพระเจ้าองค์ตื้อ  และทรงอนุญาตให้ข้าราชบริพาร  ประชาชนสามารถลงหลักปักฐานที่ตำบลแห่งนี้ได้

ดังนั้นชาวเชียงใหม่  จึงได้เข้ามาอยู่ในตำบลน้ำโมง  ตั้งแต่บัดนั้น  เช่น  สกุล หนันต๊ะ เป็นต้น

กลุ่มชาวโคราชเข้ามาอยู่ในเขตอำเภอท่าบ่อ  ในช่วงสงคราม  ปราบกบฏเวียงจันทน์   ในสมัยรัชกาลที่ 3  แล้วชาวโคราชก็กระจัดกระจายอยู่ในบ้านน้ำโมงในที่สุด

กลุ่มชาวญวน  และลาว  อพยพเข้าสู่อำเภอท่าบ่อ  แล้วขยายตัวเข้ามาสู่ลำน้ำโมง  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่  2     บ้านน้ำโมงจึงเป็นปึกแผ่น  เจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ

๑.๒ ลักษณะภูมิประเทศ 

สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม มีแหล่งน้ำธรรมชาติ มีแม่น้ำโมงไหลผ่านทางตอนเหนือของตำบล ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ มีการอนุรักษ์ประเพณีต่าง ๆ

๑.๓ ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม มีแหล่งน้ำธรรมชาติ มีแม่น้ำโมงไหลผ่านทางตอนเหนือของตำบล ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ มีการอนุรักษ์ประเพณีต่าง ๆ

๑.๔ ลักษณะของดิน
       ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ดินที่เหมาะสมดีสำหรับปลูกข้าว  และที่มีข้อจำกัดบ้างเกี่ยวกับดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เนื้อดินค่อนข้างเป็นทรายและขาดแคลนน้ำได้ง่าย ส่วนดินที่เหมาะสมดีสำหรับปลูกพืชไร่ ไม้ผล และไม้ยืนต้น มีเนื้อที่ทั้งหมด และที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  เนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย มีเนื้อที่

๑.๕ ลักษณะของแห่งน้ำ
       ตำบลน้ำโมงเป็นตำบลที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติมากมายทั้งแม่น้ำ ห้วย ลำธารและคลอง บึง ซึ่งมีความสำคัญต่อการอุปโภค บริโภค และด้านการเกษตร แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่

แม่น้ำห้วยโมง ต้นกำเนินจากเขื่อนห่วยโมง ไหลผ่านอำเภอท่าบ่อ ไหลผ่านวัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านโคกถ่ำ บ้านทุ่ม บ้านอุ่มเย็น บ้านท่าแดง บ้านท่าเจริญ

แหล่งน้ำธรรมชาติ

  • ลำน้ำ/ลำห้วย            จำนวน  11      สาย
  • บึง/หนอง                 จำนวน   15     แห่ง

แหล่งน้ำที่สร้างขึ้น

  • ฝาย                       จำนวน    3      แห่ง
  • บ่อน้ำ                     จำนวน    2      แห่ง
  • บ่อโยก                    จำนวน    9      แห่ง

ระบบชลประทานและพื้นที่รับน้ำชลประทาน
แหล่งน้ำชลประทานที่มีอยู่ภายในตำบลน้ำโมง มีจำนวน ๓ แห่งดังนี้

  1. สถานีสูบน้ำขลประทาน หมู่ที่ท 3 บ้านทุ่ม
  2. สถานีสูบน้ำขลประทาน หมู่ที่ท ๖ บ้านท่าสำราญ
  3. สถานีสูบน้ำขลประทาน หมู่ที่ท ๙ บ้านท่าเจริญ